Saturday, August 22, 2009

[Spoil] Reborn - 254


หน้าเปิด


ต่อจากตอนที่แล้ว ยูนิที่ปรากฎตัวมาโดยที่พวกสึนะก็ไม่รู้มาก่อนว่าเธอคือบอสอีกคนของมิลฟิโอเล่ทำให้ทุกคนตกใจกันใหญ่ และยิ่งกว่านั้นยูนิกับรีบอร์นก็ยังรู้จักกันด้วย

รีบอร์น : เธอจริงๆเหรอเนี้ย โตขึ้นเยอะเลยนะ ยูนิ
ยูนิ : ค่ะ ท่านลุงรีบอร์น

พอเจอคำว่า "ลุง" เข้าไปสึนะเลยถึงกับช็อคตะโกนไม่หยุดแต่ก็เจอรีบอร์นทำให้เงียบในทันที(ด้วยการบีบนิ้ว) และเหตุที่รีบอร์นรู้จักเธอก็เพราะยูนิเป็นหลานสาวของเพื่อนของรีบอร์น และยิ่งกว่านั้นสึนะก็แปลกใจที่เธอห้อยจุกนมอยู่แต่ไม่ได้เป็นเด็กทารก

และพอได้เจอหน้ากันยูนิก็เลยทักทายกับทุกคนจากวองโกเล่

ยูนิ : ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ วองโกเล่ทุกคน

แต่พอเจอยูนิยิ้มมาให้แบบนี้ที 4 หนุ่ม(กับอีก 1 เด็ก) ก็เลยหน้าแดงขึ้นมาทันทีเลยจนฮารุสังเกตเห็น



หลังจากได้ทักทายกันไปแล้ว เบียกคุรันก็รู้สึกแปลกใจทีเดียวที่ยูนิกลับมาเป็นปกติได้แล้ว พอพวกสึนะได้ยินแบบนี้ก็เลยสงสัยอิริเอะก็เลยบอกว่านั้นเพราะเธอถูกเบียกคุรันทำลายจิตวิญญาณไปจนสูญเสียความเป็นตัวเองและเชื่อฟังเบียกคุรันมาตลอดด้วยยาบางอย่างจนเธอไม่ต่างอะไรไปจากตุ๊กตาในมือเบียกคุรัน

แต่เธอก็บอกว่าเพราะเหตุนั้นวิญญาณของเธอก็ได้หนีไปไกลจนกระทั้งหายดี แต่เบียกคุรันก็สงสัยในคำพูดของยูนิ ยูนิจึงอธิบายว่าเธอก็คล้ายกับเบียกคุรันสามารถเดินทางไปยังโลกคู่ขนานอื่นได้

และยูนิก็มาเข้าเรื่องถึงเหตุผลที่มานั้นก็คือ

ยูนิ : ในฐานะบอสของมิลฟิโอเล่ฝ่ายแบล็คสเปล ฉันขอให้มีการแข่งใหม่กับวองโกเล่อีกครั้ง เพราะสัญญานั้น...
ยูนิ : สัญญาของเบียกคุรันกับอิริเอะเป็นความจริง

แต่ถึงยูนิจะพูดยืนยันแล้วแต่เบียกคุรันที่มีอำนาจในแก๊งเหนือกว่ายูนิ เบียกคุรันจึงไม่ว่ายังไงก็ตัดสินใจจะไม่แข่งใหม่อย่างแน่นอน ยูนิจึงไม่อาจจะโต้ตอบอะไรเบียกคุรันได้อีกเลยตัดสินใจว่า...

ยูนิ : ถ้าเป็นเช่นนั้น... ฉันก็ขอถอดตัวออกจากมิลฟิโอเล่แฟมิลี่

จากนั้นยูนิก็หันมาพูดกับสึนะต่อทันทีว่า..

ยูนิ : คุณซาวาดะ สึนะโยชิ... ฉันมีเรื่องขอร้อง
สึนะ : เอ๊ะ!? ข..ขอร้อง...!?

ยูนิ : กรุณาปกป้องฉันด้วย


พอเจอยูนิพูดมาแบบนี้เข้ากลุ่มวองโกเล่ทั้งหมดเลยถึงกับช็อคเพราะถึงยังไงเธอก็คือบอสของกลุ่มแบล็คสเปล แต่ยูนิเธอก็บอกว่าไม่ใช่เพียงตัวเธอคนเดียว และระหว่างที่พูดยูนิก็หยิบจุกนมอีก 4 อันที่เหลือออกมาและบอกว่าปกป้องสิ่งเหล่านี้ของเพื่อนของเธอด้วย

เบียกคุรันที่เห็นเธอเอาจุกนมมาซึ่งเป็นจุกนมที่พวกเบียกคุรันมีครอบครองไว้ แต่ยูนิก็บอกว่าจุกนมเหล่านี้ได้ถูกมอบให้กับเธอไม่ใช่เบียกคุรัน แล้วยูนิก็แสดงถึงหลักฐานนั้นทำให้จุกนมทั้ง 4 เปร่งแสงออกมา

ยูนิบอกว่าเพราะวิญญาณของจุกนมเหล่านี้ไม่อยู่จุกนมเหล่านี้ก็จะไม่เปร่งแสงออกมาเช่นนี้ และพอเบียกคุรันเห็นเช่นนี้ก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้ยูนิกลับมาเป็นพวกเขาอีกแต่ยูนิก็ขอปฎิเสธเพราะจะไม่ยอมมอบวิญญาณของเหล่าอัลโกบาเลโน่ให้กับเบียกคุรันอีกเด็ดขาด แต่เบียกคุรันก็ยืนยันว่าจะเอามาให้ได้แม้จะต้องตามยูนิไปสุดขอบโลก


เบียกคุรันที่ค่อยๆเดินไปหายูนิและคิดจะพายูนิกลับมาให้ได้ เคียวโกะจึงรับตะโกนบอกให้สึนะเข้าไปช่วยยูนิแต่สึนะก็ยังคงลังเลอยู่ และตอนนั้นเองก็มีอะไรบางอย่างพุ่งเฉียดตัวเบียกคุรันไป

และสิ่งที่พุ่งเฉียดเบียกคุรันไปก็คือกระสุนของรีบอร์นที่มาขวางเบียกคุรันโดยบอกว่า

รีบอร์น : ขืนแกคิดจะทำอะไรบอสของอัลโกบาเลโน่ละก็...
รีบอร์น : ฉันก็คงจะยืนดูอยู่เฉยๆไม่ได้แล้ว!


และเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้เหล่าบุปผาอาลัยจึงขอลงมือเพื่อเอายูนิกลับมาทันทีโดยเหล่าบุปผาทั้งสามคนต่างก็เริ่มโจมตีใส่รีบอร์น แต่ตอนนั้นเองก็มีบางสิ่งเข้ามาขวางการโจมตีของเหล่าบุปผาทั้งสามโดยฝีมือของสควอโล่และฮิบาริที่เข้ามาป้องกันยูนิ(แต่ดันเริ่มทะเลาะกันเองด้วยนิสัยของทั้งคู่) ท่ามกลางความสับสนของสึนะที่ยังไม่รู้จะทำยังไงอยู่

จบตอน


ตอนพิเศษ ไม่มีแปล


[Spoil] Psyren - 83


ต่อจากตอนที่แล้ว มิโรคุที่กลับเข้ามาในตัวอาคารและได้เจอกับกราน่า กราน่าที่บอกมิโรคุให้ออกไปข้างนอกบ้างเพราะอยู่แต่ในหอคอยอย่างเดียว แต่มิโรคุก็บอกว่าไม่จำเป็นที่ตนจะต้องออกไปเพราะเชื่อใจในตัวกราน่าและชอบดูโลกที่ว่างเปล่ามากกว่า

แล้วกราน่าก็ถามถึงสิ่งที่มิโรคุปราถานาจากโลกนี้แต่มิโรคุก็บอกว่านี้ยังไม่ใช่โลกใหม่ที่แท้จริงเป็นเพียงขั้นต้นเท่านั้น แล้วกราน่าก็บอกว่าตอนนี้จูนาสกำลังตามหาพวกต่อต้านอยู่ มิโรคุจึงฝากเรื่องทั้งหมดนี้ให้กราน่าจัดการ


ตัดกลับไปทางด้านโยชินะที่ยังคงคุยอยู่กับเธอผู้เป็นเจ้าของพลังเนเมซิสQ เธอได้บอกว่าเธอจัดเตรียมโทรศัพท์สาธารณะตู้แล้วตู้เล่าเพื่อให้คนใช้บัตรโทรศัพท์นั้นมายังโลกนี้เพื่อเป็น"ทาส"ให้กับพลังของเธอ

พอโยชินะได้ยินเธอบอกแบบนี้ก็เลยยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่แต่อามามิยะก็ห้ามโยชินะไว้ก่อน จากนั้นเธอก็เล่าต่อถึงวิธีการตั้งโปรแกรมลงในตัวผู้เดินทางด้วยคำถามที่ถามครั้งแรกตอนที่โทรศัพท์ เป็น"โปรแกรมการควบคุม"ของเนเมซิสQ ที่หากใครทำผิดกฎรักษาความลับไว้ไม่ได้ก็จะตายกลายเป็นเถ้าถ่านเพื่อไม่ให้ใครก็ตามที่เป็นศัตรูของเธอรู้ที่อยู่ของเธอได้

และเรื่องที่ทุกครั้งที่พวกโยชินะมายังโลกอนาคตนี้พวกโยชินะก็จะเดินทางขึ้นเหนือไปเรื่อยๆนั้นก็เพื่อจะให้พวกโยชินะก้าวไปยังจุดหมายที่พลังของเธอชี้บอกไปยังจุกหมายปลายทาง แต่เธอก็ไม่อาจบอกได้ถึงจุดหมายนั้นและบอกว่าเดิมทีเธอไม่มีหน้าที่ต้องบอกเรื่องนี้กับโยชินะ

โยชินะที่ยิ่งฟังก็ยิ่งโมโหเพราะนั้นเท่ากับว่าเธอพาคนจำนวนมากมายังโลกนี้โดยไม่มีเหตุผลหรือก็คือพามาฆ่าซะเปล่าๆ แต่เธอก็บอกว่าในเมื่อทุกคนก็ต้องตายในอนาคตอันใกล้ในโลกที่เป็นแบบนี้เธอจึงคิดว่าสิ่งที่เธอทำก็ไม่เสียหายอะไร และนอกจากนั้นแต่ละคนที่มานั้นก็เลือกที่จะใช้การ์ดเองเพื่อที่จะมาด้วย


โยชินะที่ทนไม่ไหวจึงด่าเธอว่า "คนเห็นแก่ตัว" แล้วก็เดินกลับห้องของตัวเองไปเลย เธอจึงบอกกับอามามิยะที่ยังฟังอยู่ว่าเธอที่ถูกขังมาตลอดจึงไม่มีความรู้สึกไม่ว่าจะความเศร้าหรือความกลัว ดังนั้นเธอจึงไม่อาจเข้าใจความโกรธของโยชินะได้แต่เธอก็รับรู้ได้ว่าโยชินะนั้นโกรธเพื่ออามามิยะ

เพราะท่ามกลางผู้คนที่เลือกมายังโลกนี้เพื่อที่จะรู้ถึงข่าวลือของดินแดนลึกลับที่เป็นสวรรค์และทรัพย์สมบัติ แต่โยชินะนั้นเลือกที่จะมาเพื่อหาตัวอามามิยะจึงไม่แปลกที่จะโกรธที่มาเป็นส่วนหนึ่งในเกมแบบนี้ เธอจึงอยากรู้ถึงสิ่งที่แตกต่างที่ทำไมโยชินะถึงต้องทำเพื่อคนอื่นขนาดนี้ อีกทั้งเธอก็ตะคองให้โยชินะตอนที่ตอบคำถามด้วยเธอจึงคิดว่าหากเป็นตัวเธอเองเธอก็คงจะโกรธเช่นนั้นเหมือนกัน

และก่อนที่เธอจะไปอามามิยะจึงถามเธอถึงความรู้สึกที่แท้จริงเกี่ยวกับโลกว่ามันไม่สำคัญกับเธอเลยเหรอ แต่เธอก็ไม่อาจบอกได้กับคนที่ไร้หัวใจอย่างเธอเพราะเธอเองก็อยากจะรู้เพียงแค่ว่าทำให้มิโรคุน้องชายของเธอถึงทำอะไรเช่นนี้เท่านั้น

เมื่อเธอตอบคำถามอามามิยะเสร็จก็กลับไป


จากนั้นอามามิยะก็เข้ามาที่ห้องโยชินะ โยชินะที่รู้ว่าอามามิยะมาจึงบอกไปว่า

โยชินะ : ขอโทษนะฉันกำลังโมโหอยู่
โยชินะ : รอให้ฉันหัวเย็นลงหน่อยก่อนละกัน
อามามิยะ : ...ไม่เป็นไร
อามามิยะ : จะโกรธก็ไม่เป็นไร โยชินะ
อามามิยะ : ขอบคุณนะ

วันรุ่งขึ้น วานที่กำลังรักษาเธอตามปกติแล้วจู่ๆโยชินะก็เข้ามาโดยครั้งนี้มาขอให้เธอช่วยเรื่องของฮิริวกับโอโบโระที่อยากให้เธอช่วยหาตำแหน่งที่ทั้งสองคนอยู่ แต่เธอเองก็ไม่ได้รู้แน่ชัดถึงขั้นระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้แต่จะช่วยโดยเปลี่ยนให้เนเมซิสQอยู่ภายใต้ทั้งคู่แล้วฉายภาพออกมาแทน(ตรงนี้แปล Eng มางงๆยังไงไม่รู้)


อีกด้านหนึ่ง ณ สถานที่พวกโยชินะสู้กับพวกไชน่าจนถูกแยกกลุ่มไป จู่ๆพื้น ณ บริเวณนั้นก็ระเบิดขึ้นโดยปรากฎคนๆหนึ่งท่ามกลางควันและฝุ่นจากการระเบิด คนๆนั้นก็คือ โอโบโระ ที่ตอนนี้ราวกับเกือบจะไร้สติสภาพสะบัดสะบอมไปทั้งตัว

และในตอนนั้นเองก็มีทาวเวอร์ขนาดใหญ่ตัวหนึ่งมาอยู่ตรงหน้าโอโบโระโดยคิดจะกินโอโบโระ แต่เพียงโอโบโระแตะตัวทาวเวอร์เท่านั้นเนื้อหนังทั้งหมดของทาวเวอร์นั้นก็ระเหิดไปหมดในทันทีเหลือเพียงกระดูกและลูกแก้วแกนกลางเท่านั้น


โอโบโระ : นายกับฉัน พวกเราเหมือนกัน....

จบตอน

[Spoil] Bakuman - 50


หน้าเปิด


เปิดตอน มิอุระที่พยายามขอร้องทั้งหัวหน้าบก. กลุ่มพวกฟุคุดะที่พยายามประท้วง และสุดท้ายก็คือมาขอให้ไซโคช่วย โดยมิอุระที่พยายามอธิบายถึงสถานการณ์ในตอนนี้ให้ไซโคฟังว่าทั้งนาคาอิกับอา โอกิและฮิรามารุที่อยู่ฝ่ายฟุคุดะที่จะหยุดส่งต้นฉบับให้จนกว่าเรื่อง TRAP ของไซโคจะได้ลงอีกครั้ง แต่มิอุระก็พยายามเสนอเงื่อนไขใหม่โดยเปลี่ยนเป็นแค่ให้ไซโคออกจากโรงพยาบาล โดยหากไซโคยอมรับเงื่อนไขนี้พวกฟุคุดะก็จะกลับมาส่งต้นฉบับตามเดิม

ไซ โคที่ฟังมิอุระแล้วก็ขอให้มิอุระช่วยเรียกนีซึมะกับฟุคุดะมาเพื่อที่ไซโคจะ ได้คุยด้วย เพราะไซโคคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้นั้นเกิดขึ้นเพราะอาการป่วยของเขาเองจนทุกๆ คนเดือดร้อนกันไปหมด

อีกด้านผู้ช่วยบก.ก็กำลังบอกกับเหล่าผู้ดูแล ทั้งสามคนที่ดูแลเรื่องที่ประท้วงที่ทำยังไงก็ได้ให้นักเขียนส่งต้นฉบับให้ ได้โดยขู่ด้วยว่าหากทั้งสามคนเอาต้นฉบับมาไมได้ให้ทันฉบับหน้าก็จะโดนไล่ออก เพราะผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ไม่ได้มีแต่ผู้ดูแลแต่หัวหน้าบก.เองก็ต้องรับผิด ชอบด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ว่าผู้ช่วยบก.จะพูดยังไงผู้ดูแลทั้งสามคนเองก็ทำเต็มทีที่จะทำได้แล้ว และในตอนนั้นเองทื่ยูจิโร่ก็ได้รับโทรศัพท์จากมิอุระเข้ามาพอดี

มิ อุระได้โทรมาบอกให้ยูจิโร่ที่เป็นผู้ดูแลนีซึมะและฟุคุดะให้ช่วยเรียกทั้ง สองคนมาที่โรงพยาบาลให้หน่อย ยูจิโร่จึงได้ทีฉวยโอกาสนี้ชิงหนีอีกสองคนที่ยังต้องรับกรรมโดนด่าหูชาต่อไป

หลัง จากนั้นเมื่อนีซึมะและฟุคุดะมาหาไซโคแล้ว ไซโคก็บอกทั้งคู่ว่า TRAP จะได้ลงอีกครั้งเมื่อตัวเขาออกจากโรงพยาบาลจึงอยากให้หยุดการประท้วงครั้ง นี้สักที แต่ถึงยังนั้นฟุคุดะก็ยังต้องการคำยืนยันที่แน่นอนจากผู้ดูแลก่อนแต่ผู้ดูแล ทั้งสองคนอย่างมิอุระและยูจิโร่ก็ไม่อาจยืนยันอะไรได้อยู่ดีแต่ก็บอกว่าจะไป คุยกับหัวหน้าบ.ก.ให้ แต่ยังไงฟุคุดะก็ยังไม่เชื่อใจอยู่ดีเพราะยังไงทั้งคู่ก็เหมือนพนักงาน ธรรมดาๆที่ไม่มีอำนาจอะไรเลย

เมื่อเป็นแบบนี้ยูจิโร่เลยขอเอาจมูกตัว เองเป็นประกัน(ทำไมต้องเป็นจมูก?)ว่าจะให้ TRAP ลงได้เมื่อไซโคออกจากโรงพยาบาล ด้วยเหตุนี้ฟุคุดะจึงยอมให้โดยบอกว่าจะไปเฉือนจมูกของยูจิโร่เองหากไม่ได้ ตามที่ตกลงกัน ส่วนนีซึมะขอแค่ TRAP ได้ลงก็จะลงต่อให้เลย ส่วนฮิรามารุก็เหมือนจะเศร้าไปตามระเบียบที่ต้องกลับมาเขียนต่อเหมือนเดิม



หลังจากนั้นยูจิโร่กับมิอุระก็มายืนอยู่ต่อหน้าโต๊ะ หัวหน้าบก.อีกครั้งโดยในมือของยูจิโร่ก็มีต้นฉบับของทั้งสองเรื่องอยู่พร้อม แต่ยูจิโร่เองก็ยังไม่ส่งต้นฉบับนี้ให้เพราะยังต้องการเงื่อนไขที่จะให้ TRAP ได้ลงต่อเมื่อไซโคออกจากโรงพยาบาล แต่ถึงจะมีต้นฉบับอยู่ตรงหน้าแต่ซากากิก็ยังคงยืนยันคำเดิมที่จะให้ TRAP ลงเมื่อไซโคเรียนจบแล้วเท่านั้น

ยูจิโร่ที่พอได้ยินแบบนี้แล้วก็ เริ่มออกอารมณ์ทนไม่ไหวแต่มิอุระก็พยายามยั้งยูจิโร่ไว้ก่อน แต่ลงท้ายยูจิโร่ก็ยอมทีจะส่งต้นฉบับแม้จะไม่เต็มใจก็ตามเพราะแบบนี้ก็ เหมือนกับว่าตัวเขาหลอกพวกฟุคุดะเพื่อที่จะได้ต้นฉบับมาไม่มีผิด จนลงท้ายทั้งมิอุระกับยูจิโร่ก็ต่างมานั่งบ่นอย่างช่วยไม่ได้ซึ่งมิอุระก็ อยากให้ได้ลงตอนที่ 19 สักทีทั้งๆที่พวกไซโคเขียนเสร็จไปถึงตอนที่ 21 แล้วด้วยซ้ำ ฮัตโตริที่พอได้ยินว่าไซโคยังคงวาดอยู่จนกระทั้งตอนนี้ก็เหมือนจะกังวลอะไร บางอย่างอยู่เงียบๆคนเดียว



ตัดไปทางด้านไซโคกัชูจินที่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า เชื่อในตัวยูจิโร่ที่จะเกลี้ยกล่อมหัวหน้าบก.ให้ได้ และไซโคก็บอกว่าสิ่งที่ชูจินจะทำกันได้อย่างดีที่สุดหากยังคงยึดติดกับ การ์ตูนก็คือเขียนเนมดีๆออกมา

วันเวลาผ่านไปมิอุระก็ยังคงกลุ้มใจ อยู่เพราะยังไม่สามารถจะเกลี้ยกล่อมหัวหน้าบก.ได้แม้จะหยุดการประท้วงของพวก ฟุคุดะไปได้แล้ว จนกระทั้งจัมป์ฉบับที่ 36 วางแผงพร้อมกับประกาศ CROW ที่ได้เป็นอนิเม ชูจินเองที่เห้นแบบนี้ก็เริ่มร้อนใจเพราะในขณะที่นีซึมะก้าวไปถึงขั้นอนิเม ได้แล้วแต่พวกตนยังต้องรอรวมเล่ม 2 ที่จะออกขายในเดือนกันยายนอยู่โดยยังไม่ต้องคิดถึงเรื่องที่จะได้กลับมาลง ใหม่อีกรอบที่จะได้เมื่อไรก็ยังไม่รู้โดยชูจินก็หวังว่าจะได้ถ้าไซโคออกจาก โรงพยาบาล

และในบ้างครั้งที่ไซโคก็จะได้อยู่กับมิโฮะสองต่อสองซึ่งไซ โคเองก็รู้สึกมีความสุขเมื่อได้อยู่กับมิโฮะเช่นนี้ ทั้งคู่ที่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากมายเพราะมิโฮะรู้สึกว่าที่ต่างคนต่างไม่คุย กันเยอะนั้นก็เพราะ

มิโฮะ : เหตุผลที่พวกเราไม่ค่อยคุยกันเท่าไรคงเพราะเธอกำลังมีสมาธิมากเวลาวาดละมั้ง
ไซโค : .........!
ไซโค : โทษทีนะ
มิโฮะ : ไม่เป็นไรจ๊ะ
ไซโค : เพื่อความฝันของพวกเรา
มิโฮะ : อืม...



เวลาผ่านไปจนกระทั้งวันที่ 15 กันยายน วันที่ไซโคออกจากโรงพยาบาลแต่ยูจิโร่ก็ยังคงกลุ้มใจและบ่นไม่หายที่แม้จะถึง วันที่ไซโคออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ยังทำให้หัวหน้าบก.เปลี่ยนใจไม่ได้เลย

ส่วน ทางด้านไซโคที่กำลังออกจากโรงพยาบาลมิอุระก็เลยมาแสดงความยินดีด้วยกับไซโค ที่ได้ออกจากโรงพยาบาลแต่ก็ยังไม่อาจจะบอกข่าวดีเรื่องหัวหน้าบก.ให้ได้ถึง จะมียูจิโร่กับฮัตโตริอยู่ข้างไซโคก็ตาม

ไซโคที่ได้ก้าวออกจากโรง พยาบาลแต่ทุกคนก็กลับไม่เห็นมิโฮะที่บอกว่าจะลงมารอก็เลยคิดว่ามิโฮะเองก็คง ไม่อยากจะบอกลาไซโคต่อหน้าทุกคน แต่เมื่อไซโคได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วทั้งไซโคกับชูจินก็ยังมีสิ่งที่ต้องทำ ต่อในทันทีก็คือการไปพบหน้าหัวหน้าบก.โดยตรงเพื่อขอโทษเรื่องต่างๆที่ทำให้ เกิดปัญหา

และเมื่อไซโค ชูจิน และมิอุระมาถึงกองบก.ทั้งสามคนก็เอาต้นฉบับที่วาดไว้เมื่อตอนอยู่ในโรง พยาบาลถึง 12 ตอนโดยที่คุณภาพไม่มีตกแถมยังดีขึ้นซะด้วยซ้ำ แถมยังมีตอนสำรองมากถึงขนาดนี้ก็สามารถประกันได้เลยว่าหากพวกไซโคพักก็จะไม่ เกิดปัญหาการลงต้นฉบับไปได้ตลอดทั้งปี ดังนั้นมิอุระจึงเสนอให้ลงตีพิมพ์ตามเดิมแต่ทางไซโคจะมาส่งตอนใหม่ทุกๆสอง อาทิตย์แทนและยินยอมให้ตัดจบหากความนิยมตกด้วย และก็ยังยืนยันเรื่องสุขภาพของไซโคที่ขนาดวาดอยู่ในโรงพยาบาลก็ยังน้ำหนัก ขึ้นมาถึง 6 กิโลได้เป็นหลักฐานที่ว่าร่างกายของไซโคฟื้นตัวเต็มที่แล้ว

นอกจากนั้นไซโคก็ยังพูดอีกว่า

ไซโค : อาของผม คาวากุชิ ทาโร่ เคยบอกเอาไว้ว่า...
ไซโค : การจะได้ลงซีรีย์ต้องใช้ความคิด ความพยายาม และความโชคดี
ไซโค : และเมื่อได้ลงซีรีย์แล้วก็ต้องมี...
ไซโค : ความอึด กำลังใจที่อดทน และอย่างสุดท้ายก็คือ ความกล้า

ซากากิ : ......คาวากุชิ ทาโร่ ก็อ่านการ์ตูนกีฬามาเยอะเหมือนกันสิน
ซากากิ : ตกลง
ซากากิ : อาชิโรกิ มุโตะ ขอบคุณสำหรับความพยายามเรื่องต้นฉบับนี้
ซากากิ : ฉันจะเอานักสืบร้อยเล่ห์ TRAP กลับมาลงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้



พอได้ยินแบบนี้มิอุระก็เลยดีใจอย่างออกนอกหน้ายิ่ง กว่าพวกไซโคกับชูจินซะอีก แต่อีกคนที่มีปฎิกิริยาทันทีเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็คือฮัตโตริที่รีบตรงดิ่งมา หาไซโคกับชูจินทันทีพร้อมสีหน้าที่ดูเครียดสุดๆ แล้วจากนั้นฮัต
โตริก็พูดว่า

ฮัตโตริ : มาชิโระ ทาคากิ...
ไซโค&ชูจิน : ครับ?
ฮัตโตริ : พวกนายทำอะไรเกินตัวจริงๆเลย!
ไซโค&ชูจิน : ...ขอโทษครับ

แล้วตอนนั้นเองที่ฮัตโตริก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่และเข้ากอดทั้งคู่ทันที

ฮัตโตริ : ทำดีมาก.. พวกนายพยายามได้ดีจริงๆ...

หลัง จากนั้นไซโคก็ได้บอกข่าวดีนี้ผ่านทางเมล์กับมิโฮะว่าจะได้กลับมาลงต่ออีก ครั้งในฉบับที่ 44 พร้อมหน้าสี มิโฮะจึงตอบแสดงความยินดีและบอกให้ไซโคดูแลตัวเองดีๆไม่งั้นหากไซโคล้มไปอีก เธอก็ขู่ว่าจะไม่ไปเยี่ยมเลยด้วย

จบตอน


[Spoil] To Love-ru - 161 คนที่แสนสำคัญ


Credit Text Spoil : Sonic The Hedgehog

"ทั้งสองคนถูกเสาน้ำห่อหุ้มไว้! ทำไงดีล่ะ!?"

ริโตะ: ลาล่า! ฮารุนะจัง!!
ฮารุนะ: อุก...ทรมาน...
ลาล่า: (พยายามจะว่ายน้ำแล้วแต่ก็โดนกระแสน้ำตีกลับตลอด)
ลาล่า: (ร่างกายแทบไม่ฟังคำสั่งเลย...)



มิคัง: เดี๋ยวก่อน...แบบนี้ก็แย่สิ
มิคัง: กรี๊ด
ยามิ: ถอยไปก่อนค่ะ มิคัง
มิคัง: คุณยามิ!



ยามิ: เหนียวๆลื่นๆ.........!!


ริโตะ: ยามิ!?
ริโตะ: (โธ่เว้ย แม้แต่ยามิก็...)
ริโตะ: (ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ทั้งสองคนคง...)
ริโตะ: (ถ้างั้นล่ะก็ ต้องลุยกันหน่อย!!)
ริโตะ: โอวววววววววววววววว!!!
ยุย: ยูกิคุง วู่วามเกินไปแล้ว!!
ริโตะ: ย้ากกกก



ริโตะ: (จะช่วยทางไหนก่อนดีเนี่ย...!?)
ลาล่า: (ริโตะ!?)
ฮารุนะ: (ยูกิคุง!?)



ริโตะ: จะทางไหนก็ต้องช่วยทั้งนั้นล่ะว้อย!!
โมโมะ: ท่านพี่!
นานะ: ฮารุนะ!!



ลาล่า: ริโตะ
ริโตะ: (ไม่ไหววุ้ย...ไม่มีแรงเลย...)
ริโตะ: (แต่ก็ช่วยทั้งสองคนไว้ได้แล้ว เท่านี้ก็...)


ลาล่า: ยะ...แย่แล้ว
ลาล่า: ต้องไปช่วยแล้ว!!
เปเกะ: ไม่ได้นะครับ ท่านลาล่า!!
เปเกะ: ถ้าเข้าไปใกล้ตอนนี้ล่ะก็ เดี๋ยวก็โดนจับเข้าไปข้างในนั่นอีกหรอกครับ
ลาล่า: ตะ...แต่ว่า
โมโมะ: นานะ! ทำอะไรไม่ได้เลยเหรอ!?
นานะ: อื~ม จุดเด่นของมิเนรัลน์ก็คือชอบเล่นโดยการจับตัวสิ่งมีชีวิตที่เข้าไปใกล้อ่ะ
นานะ: อ๊ะ จริงสิ!


นานะ: ในร่างกายของเจ้านั่นต้องมีอยู่ที่ไหนซักที่แน่ ถ้าไปกระแทกแกนกลางแรงๆมันอาจจะหมดสติก็ได้
ลาล่า: แกนกลาง!?
ลาล่า: ยามิจัง!
ยามิ: ได้ยินแล้วค่ะ
ยามิ: ทรานซ์ เมอร์เมด


ริสะ+มิโอะ: โอ้
ยามิ: แกนกลาง...


ลาล่า: ยามิจัง ช่วยทีนะ...!
ลาล่า: ส่วนชั้นจะช่วยริโตะเอง!
ลาล่า: อุปกรณ์สารพัดนึก!!


ลาล่า: ย้า------!!!


ลาล่า: ริโตะ!!
ฮารุนะ: ยูกิคุง!!


ฮารุนะ: ยูกิคุง!!
ลาล่า: ริโตะ!!
ลาล่า: ทำใจดีๆไว้!


ริโตะ: (ลาล่า...ฮารุนะ...จัง...)
ริโตะ: ชั้น------...


ริโตะ: (ชอบลาล่าจริงๆนั่นแหละ...)
ริโตะ: (เมื่อได้เห็นใบหน้าอันยิ้มแย้มของลาล่า ก็รู้สึกสบายใจจากใจจริง)
ริโตะ: (แต่ว่า------...)


ริโตะ: (แต่ว่า......)
ริโตะ: (ชั้นน่ะ......)


มิคาโดะ: ท่าทางทุกคนจะลำบากแย่เลยนะ
มิคาโดะ: พาเจ้าของ ของนุพพูลจังมาแล้วล่ะ สบายใจได้จ้ะ
???: นะ...เนี่ยเหรอขนาดปกติของมัน!?
โมโมะ: เพราะผสานตัวเข้ากับน้ำในสระก็เลยวุ่นวายเลยสินะคะ


ยุย: ไม่เป็นไรแล้วแน่นะ? ยูกิคุง...
ริโตะ: ก็นะ...
ลาล่า: ชั้นตกใจจริงๆนะเนี่ย...
ริโตะ: (เรา......ชอบลาล่า)
ริโตะ: แต่ว่า...แต่ว่า ยิ่งกว่านั้น...
ริโตะ: เรื่องของฮารุนะจังเองก็...
ริโตะ: ชอบจริงๆนั่นแหละ...!!

"มองลึกเข้าไปในตนเอง ถึงความความรู้สึกที่แท้จริง..."

จบตอน

"ฉบับถัดไป ความรักเริ่มเคลื่อนตัวออกมา! หยุดความรักนี้ไว้ไม่ได้อีกแล้ว!"

Friday, August 21, 2009

[Spoil] Bleach - 370 Kami no Shiza nite Inochi wo Ron zu


Credit Text Spoil : Drake


เปิดตอนมาต่อจากตอนที่แล้วที่ฮัตช์กับซุยฟงช่วยกันจับบารากันยัดกล่องอาณาเขตไมให้หนี แล้วใช้ "จาคุโฮไรโคเบ็น" ปลดปล่อยสวัสดิกะของซุยฟงยิงอัดระยะประชิดให้เละเป็นจุณ โดยหลังจากยิงเสร็จ ซุยฟงก็ทนยืนอยู่ไม่ไหว ล้มฮวบกลางอากาศจนหวิดหล่นจากฟ้าลงไปกระแทกกับยอดตึกข้างล่าง โชคดีที่โอมาเอดะตาลีตาเหลือกวิ่งเข้ามารับไว้ทัน ซึ่งสาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ "จาคุโฮไรโคเบ็น" นั้นแม้จะมีพลังทำลายมหาศาล แต่ก็ใช้พลังกดดันวิญญาณในการยิงแต่ละนัดเป็นจำนวนมหาศาลเช่นกัน ดังนั้น ขีดจำกัดในการยิงจึงอยู่ที่ "3 วันต่อนัด" แต่ในการต่อสู้ครั้งนี้ ซุยฟงกลับยิงออกไปถึง 2 นัดรวดภายใน 1 วัน ดังนั้นจะหมดแรงจนทรุดก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

"พลังทำลายยอดเยี่ยม" ฮัตช์ออกปากชม ขณะดีดนิ้วดังเป๊าะ สลายอาณาเขตที่ผนึกบารากันเมื่อกี้จนสลายไปให้เหลือแต่เพียงควันระเบิดปกคลุมอยู่เต็มพื้นที่สังหาร

แม้ จะเหน็ดเหนื่อยจนยืนแทบไม่อยู่ขนาดนั้น ซุยฟงก็ยังไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้เห็น ทันทีที่โอมาเอดะพาไปนอนพักบนยอดตึกหลังหนึ่งใกล้ๆ กัน ยมทูตสาวก็รีบผละจากโอมาเอดะแล้วลุกขึ้นยืนทันที จากนั้นจึงหันไปทางฮัตช์ แล้วออกปากทวงสัญญาดื้อๆ

"อย่าลืมจ่ายค่าตอบแทนที่ว่าด้วยล่ะ..."

"แน่นอนขรับ" ฮัตช์หันมาตอบยิ้มๆ



ขณะที่กำลังคุยกันอยู่นั้นเอง จู่ๆ กระแสพลังสีดำสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาใส่ พลาดเป้าจากกลุ่มซุยฟงบนยอดตึกไปฉิวเฉียด แต่ยอดตึกส่วนที่โดนพลังนั้นเปื่อยยุ่ยกลายเป็นซากคอนกรีตกับสนิมเหล็กทันที ปลายพลังบางส่วนถากพื้นรองเท้าของซุยฟงไปเล็กน้อย บังคับให้ยมทูตสาวรีบสลัดรองเท้าข้างนั้นทิ้งไปทันที มันสลายหายเป็นฝุ่นกลางอากาศในพริบตา

"ยกโทษให้ไม่ได้..." เสียงแหบโหยราวปีศาจร้องทวงถามชีวิตดังมาจากกลุ่มควันระเบิดที่ยังไม่จาง "ไอ้พวกแมลงกระจ้อยร่อย...บังอาจทำให้ข้าบาดเจ็บถึงเพียงนี้...ยกโทษให้ไม่ได้...!!"

พร้อมๆ กับเสียงร้องคำรามอย่างโกรธแค้นนั้น กลุ่มควันระเบิดก็กระจายหายไป เผยให้เห็นบารากันในที่ถูกแรงระเบิดเล่นงานจนสะบักสะบอม กะโหลกศีรษะซีกบนซ้ายหายไปทั้งแถบ แขนขวาหักสะบั้นเหลือแต่ข้อศอก สร้อยสังวาลถูกพัดกระเด็นหายไปไหนไม่รู้ ส่วนชุดคลุมตรงไหล่ซ้ายขาดรุ่งริ่ง เผยให้เห็นปลายแหลมของโครงกระดูกที่หักยับเยินโผล่พ้นผืนผ้าออกมาแล่บๆ

"จงเน่าตายไปพร้อมกับความเสียใจ ที่บังอาจลบหลู่จอมจักรพรรดิคนนี้ซะ!!"

พร้อมๆ กับเสียงคำรามนั้น บารากันก็ปล่อยคลื่นพลังสีดำ...หรือแท้จริงก็คือ "เรสปิร่า" เข้าใส่พวกซุยฟงทันที รุนแรงและรวดเร็วกว่าครั้งใดๆ ที่เคยใช้มาทั้งหมด เล่นเอาทั้งคู่กระโจนหลบกันแทบไม่ทัน ฝ่ายฮัตช์นั้นรู้ตัวดีว่าตัวเองคือคนที่เชื่องช้าที่สุดในกลุ่ม ยังไงก็ไม่มีทางหลบพ้น จึงรีบกวาดมือผ่านใบหน้าเพื่อใส่หน้ากากฮอลโลว์เพิ่มพลัง แล้วรีบกางเขตป้องกันอย่างรวดเร็ว

เขตป้องกันของฮัตช์ในสภาพแปลงเป็น ฮอลโลว์ หยุดยั้งเรสปิร่าของบารากันไว้ได้อย่างงดงาม แต่บารากันเจ้าของพลังกลับไม่มีทีท่าตกตะลึงแม้แต่น้อย

"โง่เง่า!!" มันส่งเสียงคำราม " คิดว่าตัวเองกำลังเล่นเป็นฮอลโลว์ต่อหน้าใครหือ!! หัดสำนึกถึงสถานะของตัวเองซะบ้าง!! ข้าคือ 'จอมจักรพรรดิ์' บารากัน ลุยเซนเบิร์น!!! คือเทพเจ้าแห่งฮูเอโก้มุนโด้!!!!"



สิ้นคำประกาศศักดาของบารากัน เขตป้องกันที่ฮัตช์สร้างขึ้นเพื่อคุ้มกันตัวเองก็ทนพลังของเรสปิร่าต่อไปไม่ ไหวสลายแตกออกเป็นรูจำนวนมาก ไอพลังสีดำราวหมอกกรดพุ่งผ่านรูโหว่เหล่านั้นเข้าใส่ฮัตช์ที่อยู่ภายใน เคราะห์ดีที่รูบนเขตป้องกันส่วนใหญ่ไม่ตรงกับตัวฮัตช์ จึงไม่มีไอพลังสายไหนพุ่งเข้าหาตัวฮัตช์ตรงๆ ทำให้หลีกเลี่ยงการถูกพลังเสียชีวิตทันทีไปได้


แต่ไอพลังบางส่วนก็ยังพุ่งถากหน้ากากและแขนขวาของฮัต ช์ไป ร่างอ้วนใหญ่สะดุ้งวาบ ก่อนจะถอยกรูดไปข้างหลังในทันใด ปล่อยให้เขตป้องกันถูกทำลายจนไม่เหลือซาก

เอสปาด้าลำดับ 2 ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างสะใจทันทีที่เห็นว่าเขตป้องกันของอีกฝ่ายถูกทำลายจนยับเยิน

"อำนาจของข้าคือที่สุดในโลกนี้" มันประกาศกึกก้อง " สิ่งอื่นนอกเหนือจากนี้ เทียบกันแล้วมันช่างกระจ้อยร่อยนัก การอยู่ใต้การควบคุมของข้าผู้ทรงอำนาจเหนือผู้ใด นั่นละคือรูปแบบที่โลกนี้ควรจะเป็น!! ไม่มีคำว่าเท่าเทียมกันในหมู่อำนาจที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน" พูดถึงตรงนี้ บารากันก็ยกปลายนิ้วโครงกระดูกขึ้นชี้ใส่ฮัตช์ แล้วแค่นเสียงเยาะเย้ย "จงดูซะ สำหรับผู้สูงศักดิ์ระดับข้าแล้ว จะพวกเจ้าหรือมดปลวก ก็ไม่ได้แตกต่างกันเลยสักนิด"



ทว่า ขณะที่กำลังมัวเมาไปกับความสะใจที่ได้ใช้พลังทั้งหมดขยี้มดปลวกที่บังอาจ สร้างความระคายเคืองให้ย่อยยับนั้นเอง มันก็สังเกตเห็นว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ

ที่ตรงนั้น ณ ตำแหน่งที่ฮัตช์ถอยออกไปตั้งหลัก ซึ่งบารากันคิดเอาเองในตอนแรกว่าเป็นการถอยกรูดอย่างหนูที่ถูกแมวไล่กวด ไวเซิร์ดร่างอ้วนยืนจังก้าปักหลักมั่น ใบหน้าซีดเซียวด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการใช้พลัง แต่ดวงตาเป็นประกายมาดมั่นไม่ยอมถอย

หากอะไรก็ไม่สะกิดใจบารากันเท่ากับแขนขวาของอีกฝ่ายที่ถูก "เรสปิร่า" กัดกินจวนเจียนจะเน่าตายเมื่อกี้นี้...แขนข้างนั้น บัดนี้ถูกตัดจนขาดเหลือแค่ข้อศอก ตรงส่วนที่น่าจะเป็นปากแผลถูกบางอย่างลักษณะคล้าย "อาณาเขต" ขนาดเล็กครอบคลุมอยู่

"แขนขวานั่นมันอะไรกัน..." เสียงแหบโหยถามอย่างเอาเรื่องปนหวาดระแวง กิริยาจู่โจมอย่างบ้าดีเดือดชะงักลงโดยพลัน

ฮัตช์ไม่ตอบคำถาม เพียงแต่ยกมือซ้ายที่เหลืออยู่ชี้นิ้วตรงมายังบารากันเท่านั้น

"...เจ้าทำอะไร" บารากันถามมาอีก

คราวนี้ฮัตช์ตอบคำถามอย่างชัดเจน "ข้าให้ท่านขรับ"

เอสปาด้าลำดับ 2 งงงันไปวูบหนึ่ง ก่อนจะสำเหนียกได้ว่าบัดนี้มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นภายในร่างกายของมัน

บางอย่างที่เปี่ยมด้วยพลังและจิตชั่วร้าย กำลังกัดกินร่างของมันอยู่

มัน ก้มหน้าลงมองท้องตัวเองอย่างตะลึง แล้วจึงพบว่าผ้าคลุมตรงบริเวณนั้นบัดนี้ค่อยๆ สลายกลายเป็นเศษผ้าขาดวิ่น รอยขาดเพิ่มปริมาณขึ้นไปเรื่อยๆ เผยให้เห็น "บางอย่าง" ที่อยู่ภายใน

มัน คือแขนขวาของฮัตช์ที่ถูกตัดขาดออกจากตัว ห่อหุ้มด้วยอาณาเขตขนาดเล็กพอดีกับขนาดแขน ปลายด้านหนึ่งของอาณาเขตกำลังค่อยสลายหายไป พร้อมกับปลายนิ้วมือในบริเวณใกล้เคียงกันที่กำลังเน่าเปื่อยจนเหลือแต่ กระดูก

...เฉกเช่นเดียวกับลำตัวที่มีแต่โครงกระดูกของบารากัน อำนาจของ "เรสปิร่า" ที่หลงเหลืออยู่ในแขนข้างนั้นกำลังกัดกินไปทั่วตั้งแต่สันหลังถึงซี่โครงเลย ทีเดียว เศษกระดูกที่ถูกกัดกร่อนร่วงกราวราวกับผงแป้งบนโต๊ะทำขนมปัง



"ท่านพูดเองไม่ใช่หรือขรับ" เสียงเยือกเย็นของฮัตช์ดังมากระทบโสตประสาทที่กำลังปั่นป่วนด้วยความตะลึงลานของบารากัน "ว่าในโลกนี้ พลังของท่านนั้นเป็นที่สุด"

"แก...!" บารากันเข่นเสียง "ใช้อาณาเขตตัดแขนตัวเองแล้วย้ายตำแหน่งมันเข้ามาในตัวข้างั้นเรอะ"

"หากพลังของท่านเป็นที่สุดจริงๆ" ฮัตช์อธิบายต่อไป ไม่นำพากับสำเนียงเดือดดาลของคู่ต่อสู้แม้แต่นิด "ก็แปลว่าแม้แต่ตัวท่านเองก็ไม่อาจต้านทานพลังนั่นได้เช่นกัน" เขาหายใจหอบหนักๆ ครั้งหนึ่งก็พูดต่อ "เป็นการเดิมพันที่อันตรายจริงๆ โชคดีนักที่ข้าคาดการณ์ไม่ผิด..."

"แก... ไอ้พวกมดปลวก...!!" บารากันแผดเสียงคำรามกึกก้อง ดวงตากลวงโบ๋ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ มีแต่น้ำเสียงเท่านั้นที่แฝงความโกรธแค้นอาฆาตมาดร้ายอย่างเต็มเปี่ยม ราวกับสัตว์ร้ายติดกับดักจวนเจียนใกล้ตาย "ยกโทษให้ไม่ได้ ยกโทษให้ไม่ได้ ยกโทษให้ไม่ได้ ยกโทษให้ไม่ได้!!!"

ฮัตช์แกล้งไขหูทำเป็นไม่ได้ยินเสียงคำรามขู่อาฆาตนั้น เขามองบารากันด้วยอาการสงบนิ่ง ก่อนจะพูดออกมา

"... ในโซล โซไซตี้ นอกจากยมทูต (ชินิกามิ) แล้วก็ไม่มีผู้ใดที่ใช้ชื่อที่มีคำว่า "เทพ" (คามิ) อีก ดังนั้นพวกเราจึงไม่เข้าใจความหนักแน่นในความหมายที่ท่านพูดเมื่อกี้"

พูดถึงตรงนี้ ฮัตช์ก็ยกมือซ้ายที่เหลือเพียงข้างเดียวขึ้นตั้งในระดับอก ท่วงท่าดูคล้ายกับนักบวชกำลังพนมมือภาวนา

"...ต้องขออภัยที่ข้าไม่อาจเข้าใจได้นะขอรับ เทพเจ้าแห่งฮูเอโก้มุนโด้"

สิ้นเสียงพูดของฮัตช์ ร่างของบารากันก็ถูก "เรสปิร่า" กัดกินจนร่างกายช่วงลำตัวสลายหายไปหมดสิ้น แขนขาหลุดกระจายออกจากกันในบัดนั้น

จบตอน

[Spoil] Naruto - 460


ต่อจากตอนที่แล้ว เซ็ตสึที่ปรากฎตัวออกมากลางที่ประชุมคาเงะโดยบอกเรื่องที่ซาสึเกะอยู่ที่นี่ และไม่ทันไรไรคาเงะที่พอได้ยินชื่อซาสึเกะจึงตรงเข้าไปบีบคอเซ็ตสึเพื่อที่เค้นที่อยู่ของซาสึเกะทันทีโดยขู่จะฆ่าทันทีหากไม่บอกที่อยู่ซาสึเกะ

เซ็ตสึที่แม้จะถูกบังคับให้บอกแต่ก็ยังไม่คิดจะบอกไรคาเงะตรงๆและกำลังจะบอกใบ้ให้ไรคาเงะแทน ไรคาเงะจึงไม่มีการปราณีตามคำขู่จัดการบีบคอเซ็ตสึจนกระดูกคอหักสังหารเซ็ตสึในทันที

หลังจากสังหารเซ็ตสึไปแล้วไรคาเงะก็ให้ชีนินจาที่มาเป็นคนคุ้มกันจัดการไปหาตัวซาสึเกะทันที ด้านมิซึคาเงะที่เห็นไรคาเงะฆ่าเซ็ตสึไปก็คิดว่าไรคาเงะน่าจะจับมาสอบสวนเพิ่มจะดีกว่าแต่กาอาระก็คิดว่าไม่มีประโยชน์เพราะพวกแสงอุษาจะไม่ทรยศกันเองแน่นอน ส่วนด้านมิฟุเน่ก็สั่งให้ลูกน้องของตัวเองเตรียมพร้อมรบไว้

หลังจากนั้นไรคาเงะก็สั่งให้อาโอะคอยจับตาดูดันโซไว้โดยพอพูดจบไรคาเงะก็เล่นถล่มกำแพงห้องประชุมออกไปหาตัวซาสึเกะทันทีโดยไม่สนคาเงะคนอื่นๆอีก เมื่อไรคาเงะออกไปแล้วลูกน้องของมิฟุเนะก็เริ่มแจ้งบอกกับซามูไรทุกคนในพื้นที่ค้นหาตัวซาสึเกะและรักษาแนวป้องกันไว้


ทางด้านซาสึเกะที่กำลังซ่อนตัวอยู่จู่ๆคารินก็รู้สึกว่าเหล่าซามูไรรู้ตัวแล้วว่าพวกตนแอบลอบเข้ามา และเพียงเวลาไม่นานซามูไรกลุ่มหนึ่งก็เริ่มสังเกตเห็นจุดน่าสงสัยที่พวกซาสึเกะจะซ่อนตัวอยู่จึงเริ่มทำการบุกทันที

ตัดไปทางด้านนารูโตะ นารูโตะที่กำลังนอนพักที่อยู่ดีๆจู่ๆมาดาระก็มาปรากฎตัวต่อหน้านารูโตะ นารูโตะที่พอเห็นว่ามาดาระโผล่มาก็ไม่รอช้าตรงเข้าเล่นงานมาดาระทันทีโดยไม่สนว่ามาดาระจะมาทำไมจนขนาดที่ว่าถล่มระเบียงห้องไปด้วยเลย แต่นั้นก็ไม่สามารถทำอะไรมาดาระได้เลยแม้แต่น้อย

มาดาระที่ถอยออกไปตั้งหลักบนหลังคาแต่ตอนนั้นเองที่วิชานินจาไม้ของยามาโตะก็รัดพันล็อคตัวมาดาระเอาไว้พร้อมมีคาคาชิยืนประกบมาดาระไว้ ส่วนนารูโตะก็ถูกยามาโตะกันตัวให้ห่างจากมาดาระไว้ก่อนด้วยวิชาไม้เช่นกัน


คาคาชิกับยามาโตะที่ไม่คิดจะให้มาดาระเข้าใกล้นารูโตะง่ายๆแน่โดยไม่สนว่ามาดาระจะมาแบบไหนเพราะมาดาระอาจจะมาจับนารูโตะไป แต่มาดาระกลับบอกว่าที่มาครั้งนี้ก็เพราะอยากคุยด้วยเท่านั้นไม่เกี่ยวกับแผนอะไรใดๆ และเรื่องที่มาดาระอยากจะมาคุยด้วยก็คือเรื่องที่นารูโตะทำให้นางาโตะเปลี่ยนใจทรยศแสงอุษาได้ยังไง แต่นารูโตะไม่สนเรื่องที่มาดาระถามและถามมาดาระเรื่องซาสึเกะแทน

มาดาระ : ซาสึเกะเหรอ.. ก็ได้ฉันจะบอกให้เองชายที่ถูกโลกแห่งความเกลียดชังของนินจากลืนกินและพยาบาท เรื่องของซาสึเกะ


ตัดกลับไปด้านซาสึเกะ หลังจากที่ซามูไรคนหนึ่งสงสัยว่าจะเจอที่ซ่อนของซาสึเกะแต่พอเข้าไปดูกลับพบเพียงชุดคลุมเท่านั้นจนคิดว่าซาสึเกะหนีไปแล้ว แต่ในตอนนั้นเองซามูไรก็โดนซาสึเกะที่กระโดดลงมาเล่นงานจนสลบไปทันที

ด้านพวกคารินที่ยังซ่อนตัวอยู่ก็เริ่มเห็นว่าเหล่าซามูไรตรงเข้ามาหาซาสึเกะจำนวนมาก และเมื่อเหล่าซามูไรมาถึงก็เริ่มชักดาบสั้นออกมาพร้อมใช้พลังจักระเข้าที่ดาบจนจักระนั้นกลายเป็นรูปร่างอาวุธรูปแบบต่างๆต่างกันไปในแต่ละคน แต่ถึงกระนั้นซาสึเกะก็ยังไม่คิดจะหนีแต่พร้อมจะรับมือหากอีกฝ่ายลงมือ

ซามูไรที่อยู่เป็นหัวหน้ากลุ่มที่ใช้จักระสร้างเป็นดาบสองมือพอรู้ว่าซาสึเกะไม่คิดจะหนีก็เลยเริ่มลงมือโจมตีใส่ซาสึเกะด้วยการสบัดดาบจักระฟาดออกไปจนเกิดเป็นคลื่นพลังดาบจำนวนมากพุ่งโจมตีใส่ซาสึเกะ


แต่ซาสึเกะที่เห็นคลื่นพลังตรงเข้ามาก็ไม่ได้คิดจะหลบแต่อย่างใดเพียงแค่ใช้ดาบของตัวเองที่ห่อหุ้มจักระไว้ปัดคลื่นพลังออกไปเท่านั้นก็ไม่มีคลื่นพลังลูกใดเข้าถึงตัวซาสึเกะได้เลยทั้งๆที่พลังของคลื่นดาบนั้นรุนแรงจนผ่าเสาและกำแพงด้านหลังซาสึเกะได้สบายๆ

ในตอนนั้นจูโกะที่คิดจะไปช่วยซาสึเกะโดยให้คารินหาตัวดันโซต่อ แต่ยังไม่ทันที่จูโกะจะได้ลงไปช่วยซาสึเกะพวกซามูไรก็เริ่มตรงเข้าไปสู้กับซาสึเกะแบบตรงๆ และก็ในจังหวะนั้นเองที่คารินก็รับรู้ถึงจักระของซาสึเกะที่ผิดแปลกไปจากเดิมก่อนที่ซาสึเกะจะเริ่มสังหารพวกซามูไรที่ตรงเข้ามาทีละคนๆ

ซุยเงสึ : ไหนบอกฉันเองว่า.. ห้ามฆ่าใครไง!

คารินที่รับรู้ถึงจักระของซาสึเกะที่ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ เป็นจักระที่มืดมนยิ่งกว่าในร่างอักขระขั้นที่สองของซาสึเกะเองเสียอีก


และในตอนนั้นทางไรคาเงะพร้อมนินจาคุ้มกันที่ออกมาตามหาตัวซาสึเกะ ดารุยที่เป็นนินจาคุ้มกันไรคาเงะก็เริ่มจับจักระของซาสึเกะได้จึงรีบตรงไปทางซาสึเกะทันที โดยที่เช่นเดียวกันคารินก็รับรู้ถึงจักระอันมหาศาลที่ตรงเข้ามา

และในตอนนั้นเองบนเพดานเหนือตัวซาสึเกะก็เริ่มถล่มลงมาพร้อมกับพวกไรคาเงะที่ลงมาอยู่ต่อหน้าซาสึเกะ

ไรคาเงะ : ข้าจะสอนให้แกได้รู้ถึงความโกรธของข้า

จบตอน